กิโลเมตรแรก... (เธอ)

posted on 06 Dec 2009 10:13 by nart-nara  in Someword

 

 

...การเริ่มต้นยอมรับความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ยาก...

...แต่การอยู่กับความเป็นจริงนั้นยากยิ่งกว่า...

                                              กิโลเมตรแรก...( รื่องสั้น )

                                                เขียนเมื่อ...3 ธันวาคม 2552

 

 

 

...............................................................

(...เธอ...)

 

             ฉันวางสัมภาระทุกอย่างลงบนเตียง แต่จะเรียกว่าวางมันลงคงไม่ถูกนัก...กิริยาการวางของฉันเรียกว่าโยนโครมน่าจะถูกกว่า เป้ยีนส์ใบเก่าที่มีร่องรอยการเดินทางจารึกไว้อย่างโชกโชน ในนั้นมีเสื้อผ้าสามสี่ชุด ของใช้ส่วนตัวเล็กน้อยกับสมุดบันทึกเพื่อนคู่ใจ

 

...ฉันมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ฉันมาทำอะไร...หนึ่งคำถามที่วนเวียนอยู่ในห้วงความคิด

 

หากฉันยังอยู่ที่เมืองศิวิไลซ์ ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้ที่ตกอยู่ในมนต์สะกดของยุคสมัย เวลานี้ฉันคงเริงร่าเป็นผีเสื้อราตรีอยู่ที่สถานให้ความบันเทิงแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นแน่ คงไม่มีทางที่ฉันจะได้อยู่คนเดียวลำพัง เพื่อที่จะเอียงหูฟังสรรพสำเนียงในความเงียบอย่างนี้หรอก

 

...ขอบคุณความจริง ที่ทำให้ฉันได้ตื่นจากความฝัน...

 

            ฉันเคยเป็นคนหนึ่งที่หลงวนอยู่ในความฝันกึ่งความเป็นจริง หลงใหลในรูป รส กลิ่น เสียง ที่มีจริงแต่ลวงตา หลงระเริงอยู่กับเงินตราและอำนาจเพราะคิดว่าทุกอย่างสามารถบันดาลความสุข สามารถเนรมิตเส้นทางโรยกลีบดอกไม้ที่หอมหวานได้อย่างสบาย

แต่แท้จริง ฉันกลับเป็นเพียงผีเสื้อตาบอดที่หลงคิดว่า ดอกไม้เน่าๆ นั่นคือดอกทานตะวันที่สวยงาม หลงคิดว่าน้ำหวานๆ นั่นคือน้ำทิพย์จากมวลดอกไม้ทั้งที่ในความจริงกลับเป็นเพียงพิษที่เคลือบฉาบไว้เท่านั้น วันนี้ฉันจึงกลายเป็นผีเสื้อบาดเจ็บที่รอเวลาถูกพรากลมหายใจ

สัมภาระทั้งหมดยังคงนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าใบเก่า ไม่มีทีท่าว่าจะได้ขยับขับเคลื่อนไปทางไหนแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะหัวใจของเจ้าของยังไม่เข้มแข็งพอที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้น ยังไม่พร้อมที่จะยอมรับว่าถึงเวลาที่จะต้องบอกลาความฝันทั้งหมด แล้วกลับมาใช้ชีวิตอยู่บนดินไม่ใช่สวรรค์ชั้นฟ้าดั่งเคยเป็น

 

...ก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ สุดจะกลั้นต่อไปได้ หัวใจของฉันกำลังท่วมท้นไปด้วยความทุกข์ ที่ผ่านมาฉันเกือบจะลืมไปเสียแล้วว่าร้องไห้เป็นอย่างไร ลืมไปแล้วว่ารสเค็มปร่าของน้ำตานั้นมันทำให้หัวใจของฉันขมขื่นเพียงไหน...

 

 ความรักที่สมบูรณ์แบบ ใครๆ ต่างก็พากันชื่นชมอย่างนั้น ฉันมักจะยิ้มปลื้มทุกครั้งเมื่อได้ยืนอยู่เคียงข้างกับใครอีกคน ฉันภูมิใจเสมอที่ได้รับ คำรักจากใครคนนั้น ฉันเชื่อมาตลอดว่าไม่มีใครหน้าไหนในโลกใบนี้มีความสุขเท่าฉันอีกแล้ว ไม่มีแม้แต่คนเดียว แต่สิ่งเดียวที่ฉันไม่เคยรู้เลยนั่นคือ ใน คำรัก...ไม่เคยมีความรักเจืออยู่ในนั้นเลย...ไม่เคยมี

 

...ฉันโง่เอง ที่คิดแบบนั้น ฉันโง่เองที่หลงเชื่อว่าภาพลวงตาคือความสุข ก็สมควรแล้วที่จุดจบมันจะเป็นแบบนี้ โทษทัณฑ์ของคนโง่ที่หลงตนจนไม่เคยลืมตามองความจริง...

 

            ฉันรอนแรมมาไกลจากแดนสวรรค์ (ลวง) ฉับหอบหิ้วสัมภาระที่ชื่อว่า หัวใจที่บอบช้ำติดมือมาด้วยความตั้งใจที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง อยากจะเริ่มต้นกิโลเมตรแรกในความจริงที่ไหนสักแห่ง ขอเพียงที่แห่งนั้นจะอยู่ให้ไกลจากที่เดิมให้มากที่สุดก็เพียงพอ

            ระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรไม่ได้ช่วยให้ฉันพบที่แห่งนั้น และที่ที่ฉันกำลังอยู่นี้ก็ยังไม่ใช่ ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงตามมาถึงอย่างไม่ลดละ ฉันเริ่มอ่อนล้าจากการเดินทางไกล หัวใจของฉันก็ยิ่งอ่อนแอ...เหนื่อยเหลือเกิน

 

การเริ่มต้นยอมรับความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ยาก...แต่การอยู่กับความเป็นจริงนั้นยากยิ่งกว่า

 

ทันทีที่ทิ้งตัวลงนอนหลับตาประโยคนี้ก็ดังขึ้นมาในหัวของฉัน ใครกันนะพูดแบบนี้กับฉัน...ใครกันนะที่บอกฉันอย่างนี้...ใครกัน ทำไมนึกไม่ออกนะ

            ฉันปล่อยให้ความเงียบเข้าซับหยาดน้ำตา ไร้เสียงสะอื้นใดใด มีเพียงหยาดน้ำอุ่นๆ ที่ไหลมาอย่างไม่ขาดสาย ฉันใคร่ครวญข้อความในประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา ตามหาความนัยที่ซ่อนอยู่ แต่จนแล้วจนรอดฉันก็ยังไม่พบมัน...บางทีคนพูดอาจจะพูดให้ดูสวยหรูไปอย่างนั้นเอง เพราะจริงๆแล้วประโยคนี้ไม่ได้มีความหมายใดซ่อนอยู่เลย ไม่มีแง่มุมหรือแง่คิดใดใดให้ฉันต้องเก็บมาขบคิด...ช่างมันเถอะ ปล่อยมันไป...ไม่อยากคิดแล้ว

             ในที่สุดความสงบในห้วงความคิดก็กลับมาอีกครั้ง...ถ้าเป็นได้ฉันไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย

 

...หลังจากหายเหนื่อย ฉันจะเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง ฉันรู้กิโลเมตรแรกที่ฉันจะเริ่มต้นมันอยู่ที่ไหนซักที่หนึ่ง และในไม่ช้าฉันจะได้พบมัน...อีกไม่นาน...